วิธีอ่านสเปคลวดสลิง (Wire Rope Construction)
สเปคลวดสลิง หรือที่เรียกว่า Wire Rope Constructio มีส่วนสำคัญในเลือกใช้ลวดสลิงให้ถูกประเภท วิธีอ่านสเปคลวดสลิง (Wire Rope Construction) สามารถดูได้จากบนเอกสารสเปคจากผู้ผลิต (Specification Sheet / Mill Certificate), สลักหรือพิมพ์บนตัวลวดสลิง (บางรุ่น) หรือ บนฉลากสินค้า (Tag / Label) ที่มาพร้อมกับลวดสลิง
6×19 IWRC – EIPS – Ø12 mm
เทคนิคการเลือกใช้งาน
- ลวดเล็กจำนวนมาก → ยืดหยุ่นสูง ดัดโค้งได้ดี เช่น 6×36, 6×37
- ลวดใหญ่จำนวนน้อย → แข็งแรง แข็งตัวสูง เช่น 6×7, 1×7, 1×19
2. ประเภทแกนกลาง (Core Type)
แกนกลางเป็นส่วนสำคัญของลวดสลิง ที่ผลต่อความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการทนความร้อน โดยทั่วไปแล้วจะทำจาก
- FC (Fiber Core) แกนกลางเป็นเชือกไฟเบอร์หรือใยสังเคราะห์ ยืดหยุ่นสูงทำให้โค้งงอได้ง่าย เหมาะกับงานทั่วไปที่มีน้ำหนักไม่มาก เช่นใช้กับรอกยกของ
- WSC (Wire Strand Core) ไส้เกลียวลวดแกนกลางเป็น “เกลียวลวด” ไม่ใช่ลวดสลิงเต็มเส้นงาน เหมาะกับเครื่องจักรเฉพาะ งานระบบลำเลียง
- IWRC (Independent Wire Rope Core) แกนกลางเป็นลวดสลิง แข็งแรงสูง ทนแรงดึง แรงกดอัด และความร้อนได้ดี คงรูปได้ดี เหมาะกับงานหนัก เช่น งานเครน งานยกของหนัก และงานอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง
3. เกรดลวดสลิง (Wire Rope Grade)
บอกค่าความต้านทานแรงดึงของลวดสลิงที่สามาถรับน้ำหนักได้ เช่น
- IPS (Improved Plow Steel / 1770 Grade) แรงดึงมาตรฐาน ใช้กับงานยกทั่วไป
EIPS (Extra Improved Plow Steel / 1960 Grade) แรงดึงสูงกว่า IPS เหมาะกับงานหนักและอุตสาหกรรม - EEIPS (Extra Extra Improved Plow Steel / 2160 Grade)
แรงดึงสูงที่สุด ใช้ในงานที่ต้องการความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ
ยิ่งเกรดสูง ลวดสลิงจะยิ่งรับแรงได้มาก แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับลักษณะงานและมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด
4. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (Diameter)
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลวดสลิง จะวัดความกว้างของลวดสลิงในตำแหน่งที่กว้างที่สุด โดยปกติจะวัดจาก ยอดลวดด้านนอกถึงยอดลวดฝั่งตรงข้าม ไม่ใช่วัดเฉพาะเส้นลวดเดี่ยว หน่วยที่นิยมใช้ในการระบุขนาด ได้แก่
- มิลลิเมตร (mm)
- นิ้ว (inch)
แสดงด้วยสัญลักษณ์ Ø เช่น Ø10 mm, Ø12 mm, Ø16 mm ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมีความสำคัญอย่างมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อ
- น้ำหนักที่ลวดสลิงสามารถรับได้ (WLL – Working Load Limit)
- แรงดึงขาดสูงสุด (MBL – Minimum Breaking Load)
ยิ่งลวดสลิงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้น ความสามารถในการรับน้ำหนักและความแข็งแรงก็จะเพิ่มขึ้นตาม ดังนั้นการเลือกขนาดลวดสลิงให้เหมาะสมกับน้ำหนักงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในการใช้งาน
5. ทิศทางการตีเกลียว (Lay Direction)
ทิศทางการตีเกลียวมีผลต่อการคลายตัวและความเสถียรของลวดสลิงการระบุในสเปค
- RH = RHOL (Right Hand Ordinary Lay) ตีเกลียวขวา (ใช้มากที่สุด) เหมาะกับงานยกทั่วไป งานเครน งานโรงงาน
- LR = LHOL (Left Hand Ordinary Lay) เกลียวบิดไปทางซ้าย เหมาะกับงานรอกหรือเครื่องจักรที่ออกแบบมาให้หมุนทิศทางเฉพาะ งานเหมือง งานท่าเรือบางประเภท
- Lang Lay เส้นลวดเล็ก บิดไปในทิศทางเดียวกับเกลียวลวดลายลวดจะ เฉียงยาว เห็นชัด เหมาะกับงานงานลาก งานดึง
สรุป: อ่านสเปคลวดสลิงให้เป็น ใช้งานให้ปลอดภัย
การอ่านสเปคลวดสลิง (Wire Rope Construction) ไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจโครงสร้างหลัก ได้แก่ โครงสร้างเกลียว / ชนิดไส้ / เกรดลวด / ขนาด / ทิศทางการตีเกลียว
ก่อนเลือกใช้งานทุกครั้ง ควรตรวจสอบสเปคให้ตรงกับลักษณะงานจริง และอ้างอิงตามมาตรฐานความปลอดภัยเสมอ เพราะลวดสลิงที่ “เลือกถูกสเปค” ไม่เพียงช่วยให้งานมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินในระยะยาวอีกด้วย

